คดีฟ้องโรงพยาบาล

เมื่อโรงพยาบาลเอกชนถูกฟ้องร่วมกับแพทย์เป็นจำเลยให้ชดใช้ค่าเสียหายโดยให้ร่วมกันชดใช้นั้น กรณีที่ผู้ป่วยฟ้องว่าแพทย์กระทำละเมิดต่อผู้ป่วย และโรงพยาบาลเป็นนายจ้าง ต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างที่กระทำการไปในทางที่จ้าง

ส่วนใหญ่ทางโรงพยาบาลเอกชนมักจะปฏิเสธว่า โรงพยาบาลมิใช่นายจ้างของแพทย์ แพทย์ทำงานอย่างเป็นอิสระ แพทย์มาตรวจคนไข้เองโดยขอใช้สถานที่ของโรงพยาบาลในการตรวจรักษาและให้โรงพยาบาลเป็นผู้เก็บเงินค่าตรวจไว้ให้ 

ซึ่งในปัจจุบันทางโรงพยาบาลเอกชนมักให้แพทย์ทำสัญญากับทางโรงพยาบาลในลักษณะนี้ไว้แล้วโดยให้เหตุผลว่าเพื่อใช้ประกอบการเสียภาษีการประกอบวิชาชีพของแพทย์มาตรา๔๐(๖) มีตัวอย่างคดีที่ต่อสู้กันในเรื่องนี้

ตัวอย่าง คดีแรกคำพิพากษาศาลฎีกาที่๗๔๕๒/๒๕๔๑ ผู้ป่วยมีเลือดออกทางช่องคลอดจึงไปตรวจกับแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชน แพทย์ได้ตรวจแล้วแจ้งว่ามีครรภ์และแท้งลูกต้องขูดมดลูก ผู้ป่วยยินยอม แพทย์ได้ทำการขูดมดลูกให้ในขณะที่แพทย์ท่านนี้มีอาการเมาสุรา

ขูดมดลูกจนทะลุแล้วดึงเอาลำไส้ออกมาทางช่องคลอดยาว๕เมตร แพทย์และโรงพยาบาลเอกชนนี้จึงนำส่งโรงพยาบาลรัฐบาลต้องตัดลำไส้ทิ้งยาว๕เมตร ผู้ป่วยจึงมาฟ้องโรงพยาบาลเอกชนและแพทย์ผู้ให้การรักษาว่าแพทย์ทำการขูดมดลูกโดยประมาทเรียกค่าเสียหาย

คดีนี้ผู้ป่วยที่เป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่๑เป็นลูกจ้างและเป็นนายแพทย์ผู้ตรวจรักษาคนไข้ประจำสถานพยาบาลของจำเลยที่๒ซึ่งเป็นเจ้าของผู้จัดการสถานพยาบาล

จำเลยที่๒(ทางโรงพยาบาล)นำสืบว่าจำเลยที่๑เป็นแพทย์เวรประจำโรงพยาบาล จำเลยที่๑ไม่ได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่๒แต่จำเลยที่๑จะได้เงินค่าตอบแทนจากผู้ป่วยโดยตรงเรียกว่าค่าวิชาชีพแพทย์ จำเลยที่๒มิได้เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานของจำเลยที่๑

ส่วนจำเลยที่๑(แพทย์)หลบหนีการจับกุมไม่มาให้การหรือมาศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีว่าจำเลยที่๑เป็นลูกจ้างของจำเลยที่๒หรือไม่

โดยพยานโจทก์ที่เป็นนายตำรวจมาเบิกความว่าได้เรียกจำเลยที่๒มาสอบถาม จำเลยที่๒ให้การว่าจำเลยที่๑เป็นลูกจ้างของจำเลยที่๒ และได้มีการบันทึกคำให้การในการตกลงกันระหว่างผู้ป่วยกับทางโรงพยาบาลต่อหน้าพยานที่เป็นนายตำรวจท่านนี้ว่าจำเลยที่๒ได้จ้างจำเลยที่๑เป็นแพทย์ประจำเงินเดือน เดือนละ๑๐,๐๐๐บาท

ส่วนทางจำเลยที่๒เพียงแต่กล่าวอ้างลอยๆว่าจำเลยที่๑มิใช่ลูกจ้าง จำเลยที่๑มีรายได้จากจำนวนคนไข้ที่เข้ารับการรักษาเรียกว่าค่าวิชาชีพแพทย์

จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยที่๑เป็นลูกจ้างของจำเลยที่๒ เมื่อจำเลยที่๑กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่๒จึงต้องร่วมรับผิดด้วย

ตัวอย่างคดีที่๒คำพิพากษาศาลฎีกาที่๒๙๒/๒๕๔๒ ผู้ป่วยเป็นโจทก์ฟ้องโรงพยาบาลเอกชนเป็นจำเลยที่๑และฟ้องศัลยแพทย์ตกแต่งเป็นจำเลยที่๒เรียกค่าเสียหายว่ารักษาด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้เต้านมที่มาผ่าตัดเพื่อให้เล็กลง กลายเป็นก้อนเนื้อที่ติดกันเพียงก้อนเดียว

ศาลฎีกาตัดสินว่าจำเลยที่๒ดำเนินการรักษาด้วยความประมาทเลินเล่อจริงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่๑(โรงพยาบาลเอกชน)ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่

โจทก์มีบุตรชายของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่าพยานกับโจทก์ไปพบจำเลยที่๒(แพทย์ที่ให้การักษา)ที่คลินิกของจำเลยที่๒ที่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล ตกลงกันรักษาผ่าตัดเต้านม โจทก์ตกลงรับการรักษาจากจำเลยที่๒ โดยให้เข้ารักการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนของจำเลยที่๑ จำเลยทั้งสองเรียกค่ารักษาพยาบาลโจทก์จำนวน๑๐๐,๐๐๐บาท

จำเลยนำสืบว่าการผ่าตัดรายใหญ่ที่นำไปรักษาตามโรงพยาบาล โรงพยาบาลจะคิดค่าห้อง ค่ารักษาและค่ายา ส่วนค่าผ่าตัดนั้นแพทย์ผู้ผ่าตัดจะคิดจากคนไข้โดยจำเลยที่๒เป็นผู้ผ่าตัดเพียงผู้เดียวและมีหมอดมยาและพยาบาลของโรงพยาบาลเป็นผู้ช่วย

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์นำสืบแต่เพียงว่าติดต่อกับจำเลยที่๒ที่คลินิกของจำเลยที่๒เมื่อตกลงจะผ่าตัด จึงตกลงให้โจทก์เข้ารับการรักษาของจำเลยที่๑

พฤติการณ์ตามทางนำสืบของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่๑เป็นนายจ้างของจำเลยที่๒หรือเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่๒เป็นตัวแทนทำการผ่าตัดให้โจทก์ จำเลยที่๑จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่๒

ตัวอย่างคดีที่๓คำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่๑เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด(มหาชน)วัตถุประสงค์เปิดกิจการโรงพยาบาลและดำเนินธุรกิจการรักษาคนไข้เพื่อแสวงหากำไร จำเลยที่๒และที่๓เป็นลูกจ้างของจำเลยที่๑ เป็นแพทย์ของจำเลยที่๑ทำการรักษาคนไข้และได้รับผลประโยชน์เป็นรายได้ร่วมกัน

ส่วนจำเลยที่๒และที่๓ให้การว่าจำเลยที่๒ที่๓มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่๑

ในทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่๒และที่๓เป็นลูกจ้างจำเลยที่๑ทำการรักษาและได้รับผลประโยชน์ร่วมกันอ้างบัญชีเงินเดือนด้วย

ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์มาฝากครรภ์กับจำเลยที่๑(โรงพยาบาลเอกชน) จำเลยที่๒(สูติแพทย์)ส่งโจทก์ไปพบกับจำเลยที่๓(รังสีแพทย์)ไปตรวจคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่ห้องตรวจในโรงพยาบาลจำเลยที่๑และเป็นเครื่องมือของจำเลยที่๑

ในการตรวจรักษากับจำเลยที่๒ที่๓นั้นจำเลยที่๑จะเก็บค่าตรวจรักษาของแพทย์และค่าบริการเครื่องมือทุกครั้งที่เข้าทำการรักษาตามเอกสารพยาน

พยานโจทก์เบิกความว่ารายได้ของจำเลยที่๑มาจากค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องพักค่ายาซึ่งมีค่าแพทย์ค้างจ่ายด้วย แพทย์ในโรงพยาบาลจำเลยที่๑จะมีบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่๑ อ้างเอกสารพยาน การเก็บค่าแพทย์จำเลยที่๑เป็นผู้รวบรวมแล้วจ่ายให้กับแพทย์เดือนละ๒ครั้ง จำเลยที่๒ที่๓จะเรียกเก็บค่าแพทย์โดยตรงกับคนไข้ที่มารักษากับจำเลยที่๑โดยตรงไม่ได้

จำเลยที่๑มีประกันความเสี่ยงในการรักษาผู้ป่วยกับบริษัทประกันภัย กรณีคนไข้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่๑ บางกรณีจำเลยที่๑จ่ายเอง บางกรณีประกันเป็นผู้จ่าย

ศาลเห็นว่าน้ำหนักในทางนำสืบของโจทก์ยังไม่พอรับฟังได้ว่าจำเลยที่๑เป็นนายจ้างของจำเลยที่๒ที่๓ดังนั้นจำเลยที่๑จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่๒ที่๓ในฐานะนายจ้าง

หากแต่ศาลเห็นว่านอกจากโจทก์จะฟ้องให้จำเลยที่๑ให้รับผิดในฐานะนายจ้างแล้ว โจทก์ยังฟ้องให้จำเลยที่๑รับผิดในฐานะคู่สัญญาหรือตัวการด้วย(ตามคำฟ้องบรรยายว่าจำเลยที่๑ในฐานะเจ้าของกิจการจึงต้องมีส่วนร่วมรับผิดต่อคนไข้ด้วยไม่ว่าในฐานะนายจ้างหรือตัวการ)

ศาลให้ความเห็นว่า จำเลยที่๑เป็นนิติบุคคลไม่อาจทำหน้าที่ได้เองจึงต้องกระทำการนั้นในการรักษาพยาบาลโดยทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลซึ่งก็คือแพทย์พยาบาลนั่นเอง

ดังนั้นหากเจ้าหน้าที่ประมาทเลินเล่อในการรักษาพยาบาล โรงพยาบาลก็ต้องรับผิดร่วมด้วยเช่นเดียวกับแพทย์พยาบาลอันเป็นผู้ทำหน้าที่ของตนให้กับโรงพยาบาล

ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชน เมื่อแพทย์ให้บริการในนามโรงพยาบาล แพทย์จึงเป็นตัวแทนของคู่สัญญา ปรากฏจากพยานโจทก์และจำเลยว่าโจทก์มิได้จ่ายค่าบริการให้จำเลยที่๒ที่๓โดยตรงแต่จ่ายให้กับจำเลยที่๑ดังนั้นจำเลยที่๑จึงเป็นคู่สัญญากับโจทก์โดยตรง

ดังนั้นเมื่อจำเลยที่๒ที่๓กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่๑ในฐานะคู่สัญญาและเป็นตัวการจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่๒และที่๓ด้วย


Visitors: 670