คดีฟ้องร้องแพทย์

เป็นเนื้องอกเข้ารักษา รพ.รัฐ แต่ไม่ได้ผ่าตัด หมอเรียกเงินใส่ซอง 6 พัน ค่าลัดคิว

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุก ๕ ถึง ๒๐ ปีหรือจำคุกตลอดชีวิตและ ปรับตั้งแต่ ๒๐๐๐ ถึง ๔๐๐๐๐ บาท หรือประหารชีวิต นอกจากนั้นอาจถูกดำเนินการโดยปปช.ด้วย

มาตรา ๑๙ พรบการป้องกันและปรบปรามการทุจริตให้อำนาจคณะกรรมการ ปปช.มีอำนาจหน้าที่ (๓) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หากเป็นแพทย์ทั้งเอกชนและรัฐบาลจะผิดข้อบังคับของแพทย์สภาว่าด้วยจริยธรรม ๒๕๔๙ ข้อ ๑๖ ผู้ประกอบวิชาชีพต้องไม่เรียกร้องสินจ้างรางวัลพิเศษนอกเหนือจากค่าบริการที่ควรได้รับ


เป็นเนื้องอกเข้ารักษา รพ.รัฐ แต่ไม่ได้ผ่าตัด หมอเรียกเงินใส่ซอง 6 พัน ค่าลัดคิว

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุก ๕ ถึง ๒๐ ปีหรือจำคุกตลอดชีวิตและ ปรับตั้งแต่ ๒๐๐๐ ถึง ๔๐๐๐๐ บาท หรือประหารชีวิต นอกจากนั้นอาจถูกดำเนินการโดยปปช.ด้วย

มาตรา ๑๙ พรบการป้องกันและปรบปรามการทุจริตให้อำนาจคณะกรรมการ ปปช.มีอำนาจหน้าที่ (๓) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หากเป็นแพทย์ทั้งเอกชนและรัฐบาลจะผิดข้อบังคับของแพทย์สภาว่าด้วยจริยธรรม ๒๕๔๙ ข้อ ๑๖ ผู้ประกอบวิชาชีพต้องไม่เรียกร้องสินจ้างรางวัลพิเศษนอกเหนือจากค่าบริการที่ควรได้รับ

 

แพทย์รักษา ทำให้คนไข้ตาย ฟ้องเรียกเงินค่ารักษา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587  อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6906/2554 เหตุละเมิดคดีนี้เกิดจากวิธีรักษาพยาบาลที่ผิดพลาดของฝ่ายจำเลย ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจากการรักษาพยาบาลไม่ครบถ้วนตามหลักวิชาชีพเวชกรรม อันถือได้ว่าเป็นการตายในทันที จากการทำละเมิด ไม่เข้ากรณีที่มิได้ตายในทันที จึงไม่มีค่ารักษาพยาบาลผู้ตายภายหลังจากผู้ตายถูกทำละเมิดจนถึงเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันจะเรียกเป็นค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสอง

ส่วนเงินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นค่าสินจ้างจากสัญญาจ้างทำของที่โจทก์จ้างให้จำเลยที่ 1 รักษาพยาบาลผู้ตายตามปกติ มิใช่ค่ารักษาพยาบาลที่ได้จ่ายไปภายหลังจากการทำละเมิดจนถึงเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชดใช้คืนในฐานะเป็นค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิด

"พิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ พ 1541/2549 ที่นางดวงนภา มารดาของนายยงยุทธ ปันนินา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุขในฐานะจำเลย ซึ่งเป็นต้นสังกัดของโรงพยาบาลร้องกวาง จ.แพร่ ได้ทำการรักษานายยงยุทธผู้เสียหายผิดพลาด จนทำให้นายยงยุทธกลายคนพิการทุพลภาพ ทำให้นางดวงนภาผู้เป็นมารดามาปรึกษากับทางเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และตัดสินใจฟ้องร้องกระทรวงสาธารณสุข ต้นสังกัดของโรงพยาบาลร้องกวาง เพื่อเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งนี้ สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 47 นายยงยุทธ หรือ น้องโจ้ ซึ่งขณะนั้นอายุ 19 ปี เพิ่งสอบติดคณะวิศวกรรมเครื่องกล ม.นเรศวร จ.พะเยา ได้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ไปซื้อของและถูกรถกระบะเฉี่ยวชนล้มหมดสติ ก่อนจะถูกนำตัวส่ง รพ.ร้องกวางในเวลาต่อมา และถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.แพร่ โดยต้องพักรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU นานถึง 27 วัน อาการสมองบวมจึงเริ่มดีขึ้น และสมองเริ่มตอบสนอง ยกแขนขา เดินได้ สื่อสารกับแม่และหมอได้ ทานอาหารทางปาก พูดคำสั้น ๆ ได้ เขียนหนังสือ+นับเลขและแยกสีลูกบอลได้แต่ต่อมา ในวันที่ 13 ก.พ. 48 ทางแพทย์ที่ทำการรักษาได้ทำการถอดท่อหายใจที่คอออก โดยที่อาการน้องโจ้ในขณะนั้น ยังไม่สามารถหายใจเองไม่ได้ ทางแพทย์จึงใส่ท่อช่วยหายใจกลับคืน แต่ต่อมาในวันที่ 14 ก.พ. 48 แพทย์ที่ทำการรักษากลับให้ถอดท่อหายใจอีกครั้ง โดยไม่ได้อยู่ดูแลอาการต่อ ทำให้น้องโจ้ดิ้นทุรนทุราย เพราะหายใจไม่ออก แม้ว่า นางดวงนภาผู้เป็นแม่ที่เฝ้าดูแลน้องโจ้ จะตามพยาบาลมาดูอาการที่เกิดขึ้น หลังการถอดเครื่องช่วยหายใจที่คอก็ตาม แต่พยาบาลกลับบอกว่า ปล่อยไว้สักพักเดี๋ยวก็หายใจได้เอง ทำให้น้องโจ้หัวใจหยุดเต้นในเวลาต่อมา และเมื่อปั๊มหัวใจกลับคืนมาได้ สมองก็ขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง และเกิดผลกระทบตามมา นอนไม่รู้ตัว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แขนขาเกร็ง ทานอาหารเองไม่ได้ ถ่ายอุจจาระ-ปัสสาวะไม่รู้ตัวส่งผลทำให้นางดวงนภาแม่ของน้องโจ้ ต้องตัดสินใจออกจากงานมา เพื่อดูแลลูกที่กลายเป็นคนทุพลภาพ ในขณะที่บิดาของน้องโจ้ทำงานก่อสร้างมีรายได้เพียงวันละ 200 บาท รายได้ไม่พอต่อค่าใช้จ่าย ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเพิ่มขึ้นอีก ทั้งค่าแพมเพิส อุปกรณ์ดูแลคนพิการ ตกเดือนละนับหมื่น ทำให้น้องคนเล็กต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อทำงานหารายได้ ช่วยเหลือครอบครัว ต่อมาทาง รพ.ได้ยื่นข้อเสนอจะช่วยเหลือเงิน 5 หมื่นบาท และ 1.5 แสนบาทตามลำดับ เพื่อให้จบเรื่อง แต่แม่น้องโจ้ไม่ยินยอมตัดสินใจฟ้องร้องโรงพยาบาล และร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปหลายหน่วยงาน แต่เรื่องก็ไม่คืบหน้า จนกระทั่งตัดสินใจร้องขอความช่วยเหลือ จากทางเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ที่มีนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา เป็นประธานเครือข่ายและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหลังเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ในวันที่ 27 พ.ย.49 เครือข่ายฯ ได้ช่วยนางดวงนภาแม่น้องโจ้ ยื่นฟ้องกระทรวง สธ.ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด

จนในที่สุด เมื่อวันที่ 1 พ.ค.51 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางดวงนภาชนะคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย โดยศาลชั้นต้นได้สั่งให้ กระทรวง สธ.จ่ายเงินจำนวน 3.9 ล้าน พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อย 7.5% ให้กับผู้เสียหาย สร้างความดีใจให้กับครอบครัวผู้เสียหาย โดยทางเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ได้พาแม่น้องโจ้ไปขอรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สธ.ทุกสมัย ให้ไม่อุทธรณ์ เพื่อไม่ให้คดียืดเยื้อต่อไปอีก โดยทางนางดวงนภาแม่ของน้องโจ้ยินดีรับเงินชดใช้ค่าเสียหายเพียง 3.9 ล้าน โดยไม่รับดอกเบี้ย

แต่ต่อมาระหว่างที่ไกล่เกลี่ยเพื่อขอให้ทางกระทรวง สธ.ไม่ยื่นอุทธรณ์คดีแพ่งนั้น คดีอาญาที่ไปแจ้งความ เพื่อเอาอายุความที่ยาวกว่ามาใช้ฟ้องคดีแพ่ง ศาลอาญารับฟ้องและนัดสืบพยาน ทางรพ.แพร่ ได้ยื่นเสนอเงิน 4 แสนให้แม่น้องโจ้ เพื่อขอให้ไปถอนฟ้องคดีอาญา ทำให้นางดวงนภาแม่น้องโจ้เกิดความเห็นใจและไม่อยากให้คดียืดเยื้อตามที่ได้ตกลงกับรัฐมนตรีกระทรวง สธ.ไว้ จึงตัดสินใจไปถอนฟ้องในคดีอาญา โดยปฏิเสธไม่รับเงิน 4 แสน ที่ทางโรงพยาบาลแพร่เสนอให้ เพราะเห็นว่าหมอคู่กรณีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้รับผิดชอบแทนควรเป็นกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด ตามพรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 การรับเงินหมอหรือโรงพยาบาลของรัฐนั้น เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง แต่เมื่อแม่น้องโจ้ถอนฟ้องคดีอาญาให้แล้ว สธ.กลับผิดคำพูด และได้ยื่นอุทธรณ์คดีแพ่ง โดยให้เหตุผลว่า สธ.ไม่มีเงินและกระทรวงการคลังจะจ่ายเมื่อสิ้นสุดทั้ง 3 ศาล อีกทั้งเหตุที่แม่น้องโจ้ไปถอนฟ้องคดีอาญานั้น ก็เพราะคดีมีช่องโหว่และไม่มีทางชนะ ทำให้แม่น้องโจ้เสียใจมากที่ถูกเล่นแง่ แต่ทางนางดวงนภาและเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ยังคงเดินหน้าสู้คดีต่อไป

จนกระทั่งต่อมา ในวันที่ 27 พ.ค. 53 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น สั่งให้กระทรวง สธ.จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 3.9 ล้าน พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ต่อมาหลังคำตัดสินของศาลอุทรณ์ ทางกระทรวง สธ.กลับยื่นสู้คดีต่อในชั้นศาลฏีกา จนกระทั่งในวันนี้ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาตัดสินให้กระทรวง สธ. จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายให้กับนางดวงนภามารดาของนายยงยุทธหรือน้องโจ้ เป็นเงินจำนวน 3.1 ล้านบาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมเวลาที่ครอบครัวผู้เสียหายเรียกร้องต่อสู้คดีมานับตั้งแต่เกิดเหตุเป็นเวลา 10 ปีพอดีภายหลังทราบผลคำตัดสินของศาลฏีกาแล้ว นางดวงนภา มารดาของนายยงยุทธหรือน้องโจ้ กล่าวว่า รู้สึกพอใจที่ศาลยังพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับทางครอบครัว และดีใจที่คดีนี้จะสิ้นสุดลงสักที หลังต่อสู้คดีมายาวนานนับ 10 ปี ทางครอบครัวต้องลำบากหารายได้มาประคับประคองระหว่างที่ต้องฟ้องร้องสู้คดีและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่เพิ่มขึ้น ตนและครอบครัวอยากให้เคสน้องโจ้บุตรชายของตนเป็นเคสสุดท้ายที่เกิดจากการรักษาโดยประมาท ผิดพลาด ของผู้เป็นหมอที่ควรระมัดระวังใส่ใจดูแลคนไข้เท่าที่ควรจะเป็น

ทางด้านนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวว่า หลังคำพิพากษาในชั้นศาลฏีกาสิ้นสุดลงแล้ว ทางทนายความของทางเครือข่ายจะยื่นฟ้องบังคับคดีให้ทางกระทรวง สธ. จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายตามคำสั่งศาลฏีกาภายในระยะเวลา 30 วันต่อไป นอกจากนี้ทางเครือข่ายยังได้ยื่นร่าง พรบ. ให้คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมมูญ สภาปฏิรูปแห่งชาติ นำร่าง พรบ.ดังกล่าวที่ทางเครือข่ายเสนอ นำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดผลดีต่อทั้งคนไข้ แพทย์ โรงพยาบาลต่อไป"

 

คำพิพากษาคดีฟ้องแพทย์ ๒ คนและพยาบาล ๒ คน ในโรงพยาบาลเอกชนเป็นคดีอาญา

เนื้อหาโดยสรุป ผู้ป่วยมารับป่วยด้วยอาการปวดหัว อายุรแพทย์ให้ยาแก้ปวดอย่างแรงฉีด (pethidine) แต่พอออกเวรไป คนไข้ก็ยังปวดหัวอยู่ ศัลยแพทย์มาอยู่เวร ก็ไม่ได้ไปตรวจคนไข้ที่หอผู้ป่วย แต่ได้สั่งยาแก้ปวดแบบฉีดให้อีก (ใช้ยา tramol ) ตลอดจนได้ให้ยา valium ตามไปอีก จนใกล้รุ่งเช้าพยาบาลทั้งสองไปพบว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว โดยคนที่มาอยู่เป็นเพื่อนคนไข้ (เด็กรับใช้) เล่าเหตุการณ์เป็นพยานโจทก์


ศาลพิจารณาว่าแพทย์ทั้งสองคนผิดจริงตามฟ้อง จำคุกคนละ ๔ ปี ด้วยกระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ส่วนพยาบาลคนแรก จำเลยที่ ๓ไม่ผิดเพราะรายงานแพทย์แล้วก็ทำตามคำสั่งแพทย์ แต่พยาบาลอีกคนจำเลยที่ ๔ ศาลตัดสินว่ามีความผิดเพราะเมื่อเห็นผู้ป่วยมีอาการกระสับกระส่ายแล้วตามบันทึกทางการพยาบาลที่ทำไว้ แต่ไม่ได้รายงานแพทย์ ในชั้นให้การพยาบาลจำเลยที่ ๔ ให้การในศาลว่าผู้ป่วยนอนหลับได้ตอนที่เข้าไปดู ซึ่งขัดกับที่บันทึกไว้

ศาลจึงพิจารณาว่าผู้ป่วยมีอาการไม่ดีแล้วตอนนั้นแต่พยาบาลไม่ได้รายงานแพทย์ ตามหน้าที่จึงให้จำคุก ๑ ปี

จากคดีนี้เห็นว่าวิชาชีพแพทย์และพยาบาล  (รวมถึงบุคคลากรทางสาธารณสุขทั้งหมด) มีความเสี่ยงต่อความผิดทั้งอาญาและแพ่งซึ่งเราต้องบริหารความเสี่ยงเพื่อเป็นการป้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงโทษทางอาญาซึ่งกรณีนี้ โจทก์ก็คงต้องฟ้องทางแพ่งตามมาอีก

กรณีแพทย์สั่งการรักษาโดยไม่ได้ไปดูผู้ป่วยก่อน ศาลแทบทุกศาล(ต้นถึงฎีกา)ถือว่าประมาท  อันนี้แพทย์ต้องระวัง อย่าใจอ่อนสั่ง ต้องให้พยาบาลตามแพทย์เวรมาดูแล้วสั่งการรักษา แต่แพทย์เจ้าของไข้ที่ไม่ได้อยู่เวรอาจคุยกับแพทย์เวรอีกทอดหนึ่ง (ในความเป็นจริงแพทย์ไม่ค่อยอยากคุยกับแพทย์ ชอบคุยผ่านทางพยาบาลมากกว่า)

แพทย์ควรต้องโอเวอร์ในการตรวจค้นสาเหตุของผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลโดยเฉพาะ ในภาคเอกชนเมื่อผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น หลายครั้งที่แพทย์พยายามให้ผู้ป่วยเสียค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุดโดยเฉพาะแพทย์ที่มีประสบการณ์ยิ่งมาก  ซึ่งบางครั้งกลายเป็นจุดพลาดของแพทย์ที่มีประสบการณ์ได้

ส่วนพยาบาลนั้นถ้าได้ทำตามหน้าที่ก็มักไม่มีความผิดอยู่แล้ว บางครั้ง พยาบาลสงสารหมอเวรก็เลยไม่ได้รายงานเมื่อเห็นคนไข้อาการไม่ปรกติเล็กน้อย หรือบางครั้งยาบางตัวพยาบาลอาจเข้าใจเองโดยไม่ได้สอบถามกับแพทย์ให้ชัดเจนก็ เลยทำให้เกิดปัญหาได้

การสื่อสารระหว่างแพทย์กับพยาบาลต้องเข้าใจตรงกัน สงสัยถามให้ชัดเจน บันทึกไว้ให้ชัดเจนเช่นตัวอย่าง คนไข้กินยาแอสไพรินแล้วมาผ่าตัดไส้เลื่อน คนไข้ต้องหยุดกินยา ๕ ถึง ๗ วันก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัดวันรุ่งขึ้นแพทย์สั่งให้กินยาได้ทุกตัว (รวมแอสไพริน) พยาบาลแจ้งให้งดแอสไพรินก่อน เดี๋ยวเลือดจะออก ปรากฎว่าคนไข้กลับมาหลังจำหน่ายจากเส้นเลือดสมองตีบ


Visitors: 670